Thai | English




กำหนดการฝึกอบรม ปี 2560
(Training Courses for 2017)
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part Time และ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Full Time (SUV)

ครั้งที่ 1 : 21-22 มกราคม
ครั้งที่ 2 : 25-26 กุมภาพันธ์
ครั้งที่ 3 : 25-26 มีนาคม
ครั้งที่ 4 : 29-30 เมษายน
ครั้งที่ 5 : 27-28 พฤษภาคม
ครั้งที่ 6 : 24-25 มิถุนายน
ครั้งที่ 7 : 29-30 กรกฎาคม
ครั้งที่ 8 : 26-27 สิงหาคม
ครั้งที่ 9 : 23-24 กันยายน

ข่าวสาร 1 - 6 จาก 13 [ทั้งหมด 3 หน้า]

ลำดับที่ : 038
วันที่ประกาศ : 02-07-2015
ผู้ประกาศ : spirit4x4

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ดีกว่า ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ จริงหรือไม่?

ส่วนแบ่งในตลาดรถที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของรถเก๋งขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นเครื่องยืนยันอย่างดี ถึงข้อได้เปรียบของระบบขับเคลื่อนแบบนี้นะครับ คงมีผู้สงสัยกันว่า ถ้ามันดีจริงแล้ว ทำไมรถเก๋งหรูหรา สมรรถนะสูงระดับโลกหลายรุ่น ถึงยังใช้ระบขับเคลื่อนล้อหลังกันอยู่

ลองหาคำตอบแรกกันก่อนนะครับ ว่าระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ดีกว่าระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ จริงหรือไม่ ?

การที่เราเรียกล้อไหนว่า…ล้อขับเคลื่อน หมายความว่า เราใช้ล้อนั้น ในการส่งกำลังของเครื่องยนต์ ที่มาในรูปของแรงบิดของชิ้นส่วนที่หมุนรอบตัวมันเอง
เริ่มตั้งแต่เพลาข้อเหวี่ยงในเครื่องยนต์ ซึ่งส่งแรงบิดผ่านเกียร์ แล้วส่งให้เพลากลางที่เฟืองท้าย แล้วแยกไปยังเพลาขับทั้งซ้าย/ขวาไปถึงล้อ

จากนั้นล้อจึงส่งกำลังสู่ผิวถนนในรูปของแรงที่หน้ายาง แนวแรงที่หน้ายางมีทิศไปทางด้านหลัง กระทำต่อถนนเกิดแรงปฏิกิริยาของผิวถนน ที่กระทำต่อหน้ายาง ในทิศตรงกันข้ามกัน คือ ไปทางด้านหน้า และเนื่องจากถนนถูกตรึงอยู่กับผิวโลก รถของเราจึงถูกแรงปฏิกิริยาของแรงขับเคลื่อนนี้ "ผลัก" ไปทางด้านหน้า

ล้อหลังจึงเป็นล้อขับเคลื่อน ถ้าอยู่ในสภาวะปกติ เช่น ผิวถนนแห้ง สะอาด ไม่มีฝุ่น ทราย แรงขับเคลื่อนที่ล้อหลังเพียง 2 ล้อ ก็พอ แต่ในการใช้งานจริง เราไม่ได้พบแต่สภาวะดีเหมือน ในอุดมคติเสมอไป มีหลายสถานการณ์ที่ทำให้ล้อเพียง 2 ล้อ ส่งแรงขับเคลื่อนได้ไม่เพียงพอ เช่น เมื่อถนนเปียกลื่น มีฝุ่น ทราย หรือเมื่อหน้ายางต้องรับภาระอื่นด้วย เช่น แรงหนีจุดศูนย์กลาง ที่เกิดขณะ ขับในโค้ง ก็จะเหลือส่วนที่ใช้ในการขับเคลื่อนน้อยลง เห็นได้ชัดทันทีว่าเราต้องการจำนวนล้อขับ เคลื่อนเพิ่มขึ้นแล้ว
การส่งแรงเบรคลงสู่ผิวถนน ถ้าเป็นการเบรค บนผิวถนนที่แห้ง สะอาด และไม่เรียบสนิท เป็นมัน ขณะเบรคอย่างแรง เช่น เบรคฉุกเฉิน แรงเบรค เกือบทั้งหมด (อาจถึง 90 %) อยู่ที่ล้อหน้า สมมติว่าไม่มีเบรคที่ล้อหน้า สมรรถนะในการเบรคก็แทบไม่ต่างกัน แต่ถ้าเป็นการเบรคบนถนนลื่น หรือในโค้ง 2 ล้อไม่เพียงพอแน่นอน เราต้องการแรงเบรคที่ทุกล้อแบบสามัคคีกันเต็มที่

พอตอบคำถามแรกเสร็จ ก็มีคำตอบที่สองตามมาทันทีว่า ถ้าระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาดีจริง! อย่างที่ว่า… ทำไม? รถคุณภาพสูงสุดบางรุ่น ก็ยังไม่ต้องใช้เลย มีหลายสาเหตุด้วยกัน คือ

-ออกแบบยาก ผลิตยาก กินเนื้อที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนสูงกว่า และเพิ่มน้ำหนักรวมของตัวรถด้วย ข้อสุดท้ายเรื่องน้ำหนักนี้ เป็นข้อเสียทางด้านเทคนิคเล็กน้อยเท่านั้นเอง เพราะประโยชน์และความปลอดภัยที่ได้คุ้มค่ากว่ามาก

***พอกระจ่างกันบ้างมั้ยครับ---นี่คือมุมมองของคุณเจษฎา ตัณฑเศรษฐี 4WHEELS MAGAZINE / ภาพ บูธ Spirit4x4 ในงาน #MotorExpo2014

#Spirit4x4 #ระบบขับเคลื่อน4ล้อ #ระบบขับเคลื่อน2ล้อ

ลำดับที่ : 037
วันที่ประกาศ : 02-07-2015
ผู้ประกาศ : spirit4x4

5 เทคนิค ขับรถทางทราย

การขับรถบนทางทราย หรือในทะเลทราย ต้องอาศัยเทคนิคการขับและวิธีแก้ไขสถานการณ์ที่ถูกต้อง ดังต่อไปนี้

1. ติดอุปกรณ์ช่วยเหลือ
นำอุปกรณ์ช่วยเหลือไปด้วย เช่น แผ่นกระดานเหล็ก, ไฮ-ลิฟท์ แจค, วินช์ เพราะถ้ารถติดหล่มทราย ต้องใช้ ไฮ-ลิฟท์ แจค ดันรถขึ้น หรือใช้แผ่นกระดานเหล็กวางบนพื้นทรายเพื่อให้รถขับขึ้นไปได้ หากยังไม่ขึ้น จำเป็นต้องใช้วินช์ช่วยดึง

2. ลดลมยาง
เมื่อเข้าพื้นที่ที่เป็นทางทราย ให้ลดลมยาง เพื่อเพิ่มหน้าสัมผัสให้ยางยึดเกาะกับพื้นทราย แต่อย่าปล่อยจนยางนิ่มเกินไป เพราะทำให้ยางหลุดขอบ ชนิดของยางก็มีส่วนสำคัญ หากเป็นแบบมัดเทอร์เรน จะตะกุยทราย ทำให้รถจมได้ง่ายกว่าดอกยางแบบออลล์เทอร์เรน

3. เลี่ยงทางชัน และลาดเอียง
เนินทรายในทะเลทราย หนาแน่นไม่เท่ากัน ต้องขับบนเส้นทางด้านรับลม เพราะทรายจะแน่นกว่า โอกาสที่ทรายยุบตัวน้อย และเลี่ยงทางชัน หรือลาดเอียงมากๆ ทำให้รถเสียการทรงตัวจากทรายที่สไลด์และยุบตัว เป็นสาเหตุให้รถพลิกคว่ำได้

4. ไม่เลี้ยวและเบรคกะทันหัน
อย่าเลี้ยวแบบกะทันหัน เพราะทำให้น้ำหนักของรถมาตกอยู่ที่ล้อหน้า เมื่อหักเลี้ยว แก้มยางจะต้านทราย ทำให้เลี้ยวยาก นอกจากนี้อย่าเหยียบเบรคกะทันหัน เพราะมีโอกาสที่รถจะไถลตามความลาดเอียง ไม่สามารถควบคุมทิศทางได้

5. อย่าเร่งเครื่อง เมื่อติดหล่ม
เมื่อติดหล่มทรายห้ามเร่งเครื่อง เพราะยางจะตะกุยทรายเป็นแอ่งมากกว่าเดิม และเสี่ยงที่เม็ดทรายจะทำความเสียหายกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กะโหลกล้อ ซีลเฟืองท้าย ซีลดุมล้อ รวมทั้งลูกรอกของสายพานราวลิ้น วิธีแก้ไขเบื้องต้น ให้ขับเดินหน้าถอยหลังไป/มาเป็นจังหวะ เพื่อให้ทรายไหลเข้ามาในร่องล้อมากขึ้น

#Spirit4x4 #ทริคขับรถทางทราย
Cr. ทริค 4x4 พีรพัฒน์ อินทมาตย์ 4WHEELS MAGAZINE /ภาพ CARAVAN SPIRIT 4x4_1/2554 ไทย-ลาว-เวียดนาม

ลำดับที่ : 036
วันที่ประกาศ : 02-07-2015
ผู้ประกาศ : spirit4x4

5 วิธี ขับทางหิน อย่างไร? ให้ปลอดภัย

การท่องเที่ยวบนเส้นทางธรรมชาติ อาจต้องพบเจอกับทางหินโหดๆ ที่แม้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็อาจผ่านไปไม่ได้ มาดู 5 วิธีขับรถบนทางหิน ให้ปลอดภัยกันดีกว่า

1. จับพวงมาลัยให้ถูกต้อง การจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 9 นาฬิกา และ 3 นาฬิกา ทำให้บังคับทิศทางได้แม่นยำ อย่าสอดมือเข้าไปในพวงมาลัย เพราะเส้นทางหินมีความสูงต่างกัน หากโดน หิน ขอนไม้ หรือหลุม ทำให้ล้อแกว่ง พวงมาลัยจะตีกลับอย่างรวดเร็ว ทำให้นิ้วและข้อมือหักได้

2. เลือกยางให้เหมาะ ถ้ารู้ตัวล่วงหน้าให้เปลี่ยนใช้ยาง มัด เทอร์เรน ซึ่งช่วยตะกุย ปีนป่าย ผ่านอุปสรรคได้ดีกว่าชนิดอื่น นอกจากนี้ควรลดลมยาง เพื่อเพิ่มหน้าสัมผัส ทำให้ยึดเกาะพื้นผิวได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยถนอมช่วงล่าง ลดการกระแทกได้อีกด้วย และอย่าปล่อยลมยางมากเกินไปเพราะทำให้ยางหลุดจากขอบล้อ หรือถึงขั้นยางแตก

3. ทิ้งระยะห่างจากคันหน้า ควรขับรถทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้า 20 เมตร เพราะทำให้สามารถมองเห็นสภาพเส้นทางได้ชัดเจน หากเจออุปสรรค จะได้มีระยะถอยเพื่อหาไลน์ใหม่ ส่วนในทางที่ต้องขึ้น/ลงเขา ควรให้รถคันหน้าขับถึงด้านบนก่อน แล้วค่อยขับตามไป เพื่อป้องกันก้อนหินกระเด็นใส่รถเรา

4. เร่งเครื่องยนต์สม่ำเสมอ ไม่เร่งเครื่องยนต์มากเกินความจำเป็น ค่อยๆ เหยียบคันเร่งอย่างนุ่มนวล เพื่อไม่ให้ล้อหมุนฟรี หากล้อหมุนฟรี จะทำให้ดอกยางเกิดความเสียหาย และอาจตะกุยหินก้อนใหญ่จนแตก ทำให้บาดยางรถคันที่ตามหลังมา รวมทั้งรถอาจหลุดไลน์เกิดอุบัติเหตุ

5. ไม่เบรคกะทันหัน ลดความเร็วด้วยการเบรคอย่างนุ่มนวล อย่าให้ล้อลอคตาย ไม่เช่นนั้นอาจลื่นไถล จนเสียการทรงตัว ยากแก่การควบคุมรถ ทำให้พลิกคว่ำได้ ส่วนรถที่ตามหลังมาก็สามารถประเมินสถานการณ์ข้างหน้า และแก้ไขปัญหาได้ทัน


Cr. พีรพัฒน์ อินทมาตย์ 4WHEELS MAGAZINE
ภาพ BASIC 114 [PART TIME]

ลำดับที่ : 035
วันที่ประกาศ : 02-07-2015
ผู้ประกาศ : spirit4x4

ทาง

หากเราจำเป็นต้องใช้เส้นทางในสภาพเช่นนี้ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการปีนป่าย และทำให้หน้ายางที่สัมผัสกับพื้นผิวมากกว่าปกติ...
ควรเติมลมยางให้ "อ่อน"...

สิ่งสำคัญ คือ เลือกยางให้เหมาะ
ถ้ารู้ตัวล่วงหน้าให้เปลี่ยนใช้ยาง มัด เทอร์เรน ซึ่งช่วยตะกุย ปีนป่าย ผ่านอุปสรรคได้ดีกว่าชนิดอื่น นอกจากนี้ควรลดลมยาง เพื่อเพิ่มหน้าสัมผัส ทำให้ยึดเกาะพื้นผิวได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยถนอมช่วงล่าง ลดการกระแทกได้อีกด้วย และอย่าปล่อยลมยางมากเกินไปเพราะทำให้ยางหลุดจากขอบล้อ หรือถึงขั้นยางแตก



Cr.ภาพ worldwheelsweb.com

ลำดับที่ : 034
วันที่ประกาศ : 02-07-2015
ผู้ประกาศ : spirit4x4

ที่มาคำว่า Mayday

"Mayday Mayday Mayday" ถ้าหลงทาง ก็ไม่รู้จะพูดว่าอะไรแล้ว....!!??

Mayday เป็นโค้ดสัญญาณแจ้งเหตุร้าย (distress signal) ที่ใช้กันในระดับสากล เป็นเสียงที่ใช้ผ่านการสื่อสารทางวิทยุสื่อสารครับ ที่มาจากคำภาษาฝรั่งเศสว่า "m'aider" ซึ่งหมายถึง "มาช่วยฉันด้วย" โค้ดเมย์เดย์นี้ใช้กันกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการขอความช่วยเหลือจากกลุ่มตำรวจด้วยกัน นักบินที่อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตำรวจดับเพลิง องค์กรเกี่ยวกับ transportation ต่างๆ ก็ใช้กัน

ส่วนใหญ่เวลาใช้จะพูดสามครั้ง ("Mayday Mayday Mayday") เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดได้ และทำให้แตกต่างชัดเจนว่าต้องการความช่วยเหลือ มากกว่าเป็นข้อความที่เกี่ยวกับ Mayday Call

---ปััจจุบัน บทบาทวิทยุสื่อสารคงลดน้อยลง เมื่อมีระบบ 3G 4G เข้าถึง คนส่วนใหญ่จึงนิยมใช้ Line, What app และ หรือ Messenger กันมากขึ้น---
แปลมาจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Mayday_(distress_signal)

Cr. ภาพ Australian 4WD Action

ลำดับที่ : 033
วันที่ประกาศ : 18-06-2015
ผู้ประกาศ : SpiritMan

ขับรถสู้ฝน

การขับรถท่องเที่ยวป่า หน้าฝน เลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอกับสภาพอากาศแปรปรวน หรือกลายเป็นพายุกระหน่ำพร้อมฝนได้ พื้นถนนคงเละเป็นแอ่งโคลนอย่างแน่นอน ทริค 4x4 ฉบับนี้ มีวิธีการขับที่ปลอดภัย เมื่อจำเป็นต้องลุยฝน

เปิดไฟหน้า เติมน้ำให้เต็ม ถ้าฝนตกไม่หนัก เส้นทางไม่อันตรายมาก ประเมินว่าขับรถต่อไปได้ ให้เปิดไฟหน้ารถ และเติมน้ำฉีดกระจกให้เต็มก่อน เพราะเมื่อขับรถ โคลนจะกระเด็นโดนกระจก ทำให้กระจกมัว มองทางได้ไม่ชัดเจน ต้องใช้น้ำฉีดกระจกในปริมาณที่มาก โคลนจึงหลุดออกไป

ขับช้าๆ ใช้เกียร์ต่ำ เมื่อฝนตก อาจทำให้ทัศนวิสัยไม่ดี (มองเห็นได้ไม่ไกล) ขับรถให้ช้าไว้ดีที่สุด เมื่อเจออุปสรรคข้างหน้าจะได้แก้ไขทัน ต้องใช้เกียร์ต่ำ เพราะทำให้รถมีกำลังมากพอ และมีแรงฉุดจากเครื่อง ที่เรียกว่า "เอนจินเบรค" ช่วยชะลอรถขณะลงเนินเขาที่ลาดชัน และเปียกลื่นได้

ขับตามไลน์ที่มีอยู่เดิม ขับตามไลน์เดิม (ร่องที่มีอยู่เดิม) ที่เกิดจากรอยล้อรถ ที่เคยเข้าพื้นที่มาก่อน เป็นร่องกำหนดทิศทางรถได้เป็นอย่างดี ไม่ลื่นไถลนอกเส้นทางที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น เหวลึก ทางลาดเอียง โขดหิน หรือต้นไม้ใหญ่ที่ล้มขวางอยู่บนเส้นทาง

ติดวินช์ไว้ เพื่อความปลอดภัย การขับรถขณะฝนตก หรือหลังฝนตก ในพื้นที่ทุรกันดาร ย่อมมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าปกติ เพราะรถจะลื่นไถล เราควรเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือเผื่อไว้บ้าง โดยเฉพาะ "วินช์" ในกรณีที่ผ่านพื้นที่เนินชัน และพื้นที่เสี่ยงที่รถจะลื่นไถลตกข้างทาง

มองไม่เห็นทาง อย่าไปต่อ หากฝนตกหนัก มองไม่เห็นทาง ให้จอดรถในที่ราบ ไกลจากเนินเขาและไหล่เขา เพราะเสี่ยงกับดินถล่ม หลีกเลี่ยงการจอดใต้ต้นไม้ เพราะกิ่งไม้อาจหักมาทับรถจนเกิดความเสียหาย และควรปล่อยลมยางให้อ่อนลง เพิ่มหน้าสัมผัสยางกับดินโคลนมากขึ้น เพื่อเตรียมเดินทางหลังฝนหยุดตก




[1] [2] [3] [next]

SPIRIT OF THE 4X4 DRIVING SCHOOL